ยินดีต้อนรับเข้าสู่....
บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน)
นักลงทุนสัมพันธ์ ข้อมูลบริษัท ประวัติบริษัท
Email This Print This 

บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2543 และแปรสภาพเป็นบริษัท มหาชนเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2545 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนพลาสติก วิศวกรรม (Engineering Plastic Parts) โดยกรรมวิธีฉีดขึ้นรูป (Injection Molding) ด้วยเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีที่ทัน สมัย ชิ้นส่วนพลาสติกที่บริษัทฯผลิตได้จะมีคุณภาพสูงกว่าการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกโดยทั่วไปเพราะจะต้องมีความ ละเอียดแม่นยำของขนาดชิ้นส่วน รวมถึงเนื้อพลาสติกมีความแข็งแรงทนทานเพื่อนำไปใช้ในการประกอบเป็นสินค้า สำเร็จรูปต่อไป ทั้งนี้บริษัทฯได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001:2000 และ ISO 14001

ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จ รูป เช่น ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องโทรสาร (Fax) ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องพิมพ์ (Printer) ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องเสียงภายในรถ ยนต์ และชิ้นส่วนพลาสติกอื่นๆ เป็นต้น บริษัทฯได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งทำ ให้บริษัทฯได้รับสิทธิพิเศษ อันได้แก่ การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยบริษัทฯได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7 ปี สำหรับโรงงานเดิมของ บริษัทฯ ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1398/2543 ซึ่งสิทธิพิเศษดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2550 และ บริษัทฯได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7 ปี สำหรับโรงงานแห่งใหม่ของบริษัทฯตามบัตรส่งเสริมการลง ทุนเลขที่ 1670(1)/2545 ซึ่งสิทธิพิเศษดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2554 และการได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับ วัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯได้รับการสนับสนุนทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การพัฒนาการตลาด เทคโนโลยีในการผลิต และได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรผลิตภัณฑ์จากบริษัท พาร์ทเนอร์ อินดัสทรีส์ จำกัด (“PNI”) จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็น บริษัทที่เกี่ยวข้องกันโดยการมีผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการบางท่านร่วมกัน ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมออกแบบ ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนพลาสติกวิศวกรรมมานานกว่า 27 ปี และมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศ แถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน กลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ในปัจจุบันคือกลุ่ม PNI ซึ่งประกอบด้วย PNI เอง สมาชิกตระกูลนิโนมิยะซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้ง PNI และบริษัทฯ รวมถึงผู้บริหารและพนักงานบางท่านของ PNI ซึ่ง ในปัจจุบันทำงานและพำนักอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 กลุ่ม PNI ถือหุ้นของบริษัทฯรวมกัน ทั้งสิ้น 4,380,780 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 30.42 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของบริษัทฯ และสัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่ม PNI ในบริษัทฯจะลดลงเหลือร้อยละ 23.81 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนใน ครั้งนี้

ในปัจจุบัน บริษัทฯจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ในช่วงปี 2545/2546 (1 พฤศจิกายน 2545-31 ตุลาคม 2546) ที่ผ่านมา และช่วง 6 เดือนแรกของช่วงปี 2546/2547 (1 พฤศจิกายน 2546-30 เมษายน 2547) สัดส่วนของรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยต่อรายได้จากการจำหน่ายนอกประเทศอยู่ที่ ประมาณ 58:42 และ 59:41 ตามลำดับ

ในเดือนธันวาคม 2545 บริษัทฯได้จัดตั้งบริษัท ทาพาโก้ โมลด์ จำกัด (“TAPM”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯถือ หุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 94.80 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของบริษัทดังกล่าว เพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างออกแบบ ผลิต ซ่อมและปรับปรุงแม่พิมพ์สำหรับฉีดขึ้นรูปพลาสติก โดยการดำเนินธุรกิจดังกล่าวจะเป็นส่วนเสริมให้เกิดผลผนึก(Synergy) ระหว่างบริษัทฯ และ TAPM อันเนื่องมาจากการที่ธุรกิจทั้งสองประเภทดังกล่าวต้องดำเนินการควบคู่กันไป และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ในช่วงปี 2545/2546 บริษัทฯมีรายได้จากการผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนพลาสติกวิศวกรรมประเภทต่างๆรวม กันทั้งสิ้น 239.67 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 48.30 จากปี 2544/2545 ซึ่งอยู่ที่ 161.61 ล้านบาท สำหรับช่วง 9 เดือน แรกของปี 2546/2547 บริษัทฯมีรายได้จากการขายทั้งสิ้นเท่ากับ 240.98 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.29 เมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปี 2545/2546 ซึ่งอยู่ที่ 180.80 ล้านบาท รายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รายได้จาก การจำหน่ายชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับเครื่องโทรสารและเครื่องพิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการที่บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อสิน ค้าจากลูกค้าเดิมเพิ่มมากขึ้น และได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่ ในช่วงปี 2545/2546 และงวด 9 เดือนแรกของช่วงปี 2546/2547 บริษัทฯมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 22.11 ล้านบาท และ 17.99 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ วันที่ 31 กรกฏาคม 2547 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 381.76 ล้านบาท หนี้สินรวมทั้งสิ้น 283.84 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 97.92 ล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัทฯมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 92 ล้านบาท โดยเป็นหุ้นสามัญจำนวน 18.40 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 5 บาท ทั้งนี้ บริษัทฯมีทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้วจำนวน 72 ล้านบาท โดยในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ของบริษัทฯจำนวน 4 ล้านหุ้น ในครั้งนี้ บริษัทฯจะนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่บริษัทฯกู้มาเพื่อใช้ สร้างอาคารโรงงานแห่งใหม่และซื้อเครื่องจักร ภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้ บริษัทฯจะเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (The Market of Alternative Investment หรือตลาด MAI)